อัมพวาในอีกมุมนึงของวันธรรมดาที่ไม่ธรรมดา

ทริป 2 วัน 1 คืน

มาตระเวนเที่ยวกินที่อัมพวาแบบประหยัดๆ พักที่โฮมสเตย์ริมน้ำบรรยากาศดีๆ แบบสบายกระเป๋าและเรียนรู้ทำกิจกรรมตามวิถีชุมชนในวันธรรมดา ที่ไม่ธรรมดา

รายละเอียดทริป

อัมพวาในอีกมุมหนึ่งของวันธรรมดาที่ไม่ธรรมดา

มาตระเวนเที่ยวกินที่อัมพวาแบบประหยัดๆ พักที่โฮมสเตย์ริมน้ำในบรรยากาศชิวๆ สบายกระเป๋า และเรียนรู้ทำกิจกรรมตามวิถีชุมชนในวันธรรมดาที่ไม่ธรรมดา แบบ 2 วัน 1  คืน

จ. สมุทรสงคราม เป็น 1 ใน 55 จังหวัดของเมืองรอง ที่มีสถานที่น่าสนใจอยู่หลายแห่ง โดยเฉพาะที่ยอดฮิตของที่นี่  ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่มักจะคลาคล่ำไปด้วยผู้คนจากทั่วทุกสารทิศ ต่างคนต่างพาครอบครัวมาเที่ยวกันอย่างคึกคัก กันที่ ตลาดน้ำอัมพวา แต่ถ้าเรามาในวันธรรมดา ๆบรรยากาศในที่แห่งนี้ก็อาจจะดูเหงาๆ ไปสักหน่อย เพราะมีเพียงร้านค้าเพียงไม่กี่ร้าน ที่เปิดให้บริการ  แต่วันนี้จะมารีวิวว่า ถ้าหากอยากมาซึบซับบรรยากาศในอีกมุมหนึ่ง ที่ไม่ต้องเบียดเสียดกับผู้คน เราจะไปเที่ยวไหนได้บ้างที่อัมพวาในวันธรรมดา ที่สำคัญยังมีกิจกรรมเรียนรู้วิถีชีวิตชุมชนสนุกๆ ให้ได้ลองทำกันด้วย  แบบสบายๆ ในวันธรรมดาไม่ต้องรอคิวนาน อย่างเช่น การทำขนมไทย ขนมต้ม การสานหมวกจากทางมะพร้าว เรียนรู้การทำน้ำตาลโตนด ฯลฯ

ว่าแล้วมาเริ่มทริปของเรากันเลยค่า  เราเดินทางโดยรถตู้โดยสารประจำทางอัมพวา-ดำเนินสะดวก  ไปดักรอขึ้นแถวบางกระดี่ ราคา 70 บาท เพราะบ้านอยู่แถวนั้น  ซึ่งปกติแล้ว ถ้าจะนั่งรถตู้ไปอัมพวา ก็ไปขึ้นรถได้ที่หมอชิตหรือสายใต้ใหม่ก็ได้นะคะ การเดินทางในวันธรรมดา รถตู้จะไม่เข้าไปถึงตลาดน้ำ ต้องไปลงที่ตลาดแม่กลอง แล้วต่อรถสองแถวคันสีฟ้าๆ 8 บาทตลอดสายที่เขียนว่าอัมพวา-โรงเจ ไปถึงตลาดน้ำอัมพวาเลยคะ   และไปสุดสายที่โรงเจ ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางของโฮมสเตย์ที่เราจะไปพักในคืนนี้

แทน แท่นนน   ที่พักที่เราจะไปพักคืนนี้คือโฮมสเตย์ที่มีชื่อว่าบ้านรักอัมพวา อยู่ริมน้ำบรรยากาศชิวๆ  ซึ่งช่วงนี้เค้ามีโปรโมชั่นอยู่ถ้าไปวันธรรมดา จะราคา 777 บาท  / คืน รวมอาหารมื้อเย็นและมื้อเช้าด้วย  ห้องพักของที่นี่จะมีหลายแบบ หลายสไตล์  แต่ที่เราจองไปคืนนี้เป็นแบบB  อยู่ได้ห้องละ 2 คน  หลังจากเอากระเป๋าไปฝากไว้ที่พักแล้ว เราก็ออกเดินทางกันเลย

จุดหมายแรกที่เราไปคือโครงการอัมพวาชัยพัฒนานุรักษ์ค่ะ  อยู่ในตลาดน้ำอัมพวาเลย  เป็นเหมือนกับศูนย์การเรียนรู้ในชุมชน มีการจำหน่ายสินค้าที่ทำจากในชุมชนหลายอย่างมากมาย อาทิเช่น ดอกเกลือมีคุณประโยชน์หลายอย่าง จะเอามาขัดฟันให้ฟันขาวสะอาด หรือละลายน้ำแล้วทารอบๆ ดวงตาก็ช่วยลดรอยคล้ำรอบดวงตาได้คะ กะปิคลองโคนก็ขึ้นชื่อมาก เอาไปทำอาหารอะไรก็อร่อย เกลือขัดผิวก็มีหลายแบบขัดให้ผิวผ่องกันไปข้างหนึ่ง แต่ที่เราชอบมากที่สุดคือสบู่ล้างหน้าที่ทำจากผึ้งชันโรง คือใช้สักพักแล้วทำให้หน้าใสขึ้นจริงๆ ภูมิปัญญาของชาวบ้านที่คิดค้นนำวัตถุดิบที่หาได้ในท้องถิ่นมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ดีๆแบบนี้ ต้องถือว่าไม่ธรรมดาเลย  เดินเข้าไปนอกจากจะมีของขายแล้วยังมีร้านกาแฟให้นั่งสบายๆ ร่มรื่นไปด้วยแมกไม้ พอทานเสร็จแล้ว เราเดินสำรวจไปบริเวณรอบๆ ไปเจอบ้านหลังหนึ่งอยู่ในอัมพวาชัยพัฒนาอนุรักษ์ เลยถามชาวบ้านแถวนั้น เขาว่า บ้านหลังนี้เป็นบ้านของคุณยายท่านหนึ่งชื่อคุณยายประยงค์ แกบริจาคพื้นที่บริเวณนี้ให้กับสมเด็จพระเทพฯ และท่านได้มีพระราชดำริให้จัดสรรที่ดินเป็นที่เก็บเรื่องราวของชุมชนอัมพวา  เป็นศูนย์การเรียนรู้ของชุมชน มีพันธุ์ไม้ต่างๆ ให้ดู มีสาธิตการทำน้ำตาลโตนด ที่ขึ้นชื่อมากๆ เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์  ให้ชาวบ้านพึ่งพาตนเองได้แบบพอเพียง และสามารถนำวัตถุดิบที่มีมาแปรรูป เป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย สร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์ได้มากขึ้น  โครงการชัยพัฒนานุรักษ์เป็นโครงการที่ดีมากๆ ใครที่อยากมาเรียนรู้วิถีชุมชน ความเป็นมาของคนอัมพวามาหาความรู้กันได้ที่นี่เลยคะ

ภายในโครงการชัยพัฒนานุรักษ์มีต้นไม้ต่างๆ ให้เราศึกษามากมาย ที่เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่น่าสนใจอันหนึ่งก็คือ ที่นี่มีโรงเคี่ยวน้ำตาลมะพร้าวแบบธรรมชาติ โดยใช้เตาตาลแบบดั่งเดิม และไม่มีการใช้สารกันบูด แต่ใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านคือการใช้ไม้พะยอมใส่ลงไปแทน สารกันบูดนั่นเอง ทำให้น้ำตาลอยู่ได้นาน เป็นอะไรที่น่าสนใจมากๆ  ต่อไป เราเดินไปที่อุทยาน ร. 2  ที่นี่ จะเป็นพิพิธภัณฑ์ มีเรือนไทยให้เราเข้าไปชม แถมเค้ามีชุดไทยให้เช่าด้วยนะ พร้อมเครื่องประดับ รวมเกล้าผมให้อีก  ค่าเช่า  100 บาท  สามารถใส่ถ่ายรูปเดินเป็นแม่การะเกดได้ทั้งวันเลย ไม่จำกัดเวลา ค่าเข้าชมอุทยานอยู่ที่ 30 บาทเองคะ  บรรยากาศข้างในก็จะร่มรื่นเต็มไปด้วยต้นไม้  เดินไปเรื่อยๆก็จะมีที่นั่งชมวิวติดริมแม่น้ำแม่กลอง ด้วยนะ  หลังจากไปถ่ายภาพมาได้เป็นร้อยๆ ภาพ เพราะมีมุมให้ถ่ายเยอะมาก ก็ไปต่อสิคะ รออะไร ข้างๆอุทยาน ร2 จะเป็นวัดอัมพวันเจติยารามสามารถเข้าไปไหว้พระทำบุญกันก่อนได้ 

จุดหมายปลายทางต่อไปของเราคือ บ้านริมคลองโฮมสเตย์ โดยเราก็นั่งรถสองแถวสีฟ้าอัมพวา โรงเจ คันเดิมออกมา ไปลงที่ ปากทาง ด้านหน้าจะเป็นป้ายร้านอาหารชาวเลคะ ถึงแล้วก็โทรให้ที่โฮมสเตย์มารับเข้าไปได้คะ   บ้านริมคลองโฮมสเตย์ ที่นี่เค้าจะมีกิจกรรมให้ทำกันด้วยนะคะ  ถ้าเข้าไปทำกิจกรรมอย่างเดียว ราคา 150 บาท ทำกิจกรรมได้ทุกอย่าง

เลย ทั้งทำขนมต้ม ทำหมวกสานจากทางมะพร้าว ทำน้ำตาลโตนด ทำอาหาร เราได้ไปเรียนทำขนมต้มมาค่ะ ขั้นตอนก็ไม่ยากมาก ผสมให้เข้ากัน แล้วเอามาปั้น ใส่ใส้ข้างในห่อเป็นก้อนกลม เสร็จแล้วเอาไปหย่อนลงน้ำที่ต้มเดือดๆ สุกแล้วคลุกกับมะพร้าวให้เข้ากันเป็นอันเสร็จและเอาเข้าปากได้เลยคะ

 จากนั้น ที่ต่อไปของเราคือคาเฟ่บัฟฟาโล่ ที่นี่มีทั้งคาเฟ่ ร้านอาหาร และที่พักด้วย การตกแต่งที่นี่ก็จะมีน้องควายเต็มไปหมด และมีน้องควายตัวจริงให้เราได้เซลฟี้ได้ด้วย  ทางเข้าของที่นี่ อยู่เยื้องๆ กับวัดช่องลมนิดหน่อย ตรงเข้ามาในโรงเลื่อยจักรประสาน จะมีป้ายบอก แปปเดียวก็ถึงแล้วคะ

ของกินที่เราสั่งมาจะเป็นช็อคโกแลตเย็นกับบัตเตอร์เค้ก ก็อร่อยใช้ได้ยุนะ ช็อคโกแลตเข้มข้น และบัตเตอร์เค้กที่หอมเนยๆ กินเข้ากันดี  ที่คาเฟ่ก็จะมีที่นั่งเล่นริมน้ำ  ติดริมแม่น้ำแม่กลอง ถ้ามาตอนแดดร่มลมตกหน่อยก็จะดีมากเลย 

หลังจากนั้นเราก็ข้ามฝั่งมาต่อสองแถวเพื่อกลับไปยังตลาดน้ำอัมพวา ที่นี่จะมีการนั่งเรือไปชมบรรยากาศรอบๆ คลองอัมพวาด้วยนะ ตกคนละ 60 บาท และใครอยากจะไปเที่ยววัดที่ถือว่าเป็น Unseen Thailand เลยเค้าก็มีบริการพาไป     ว่าแล้วไม่รอช้า มาลงเรือกันเลย   เรานั่งเรือไปชมบรรยากาศ 2 ข้างทางเรียงรายไปด้วยบ้านคน  วัดวาอาราม รีสอร์ทสวยๆ  ต้นไม้ ต้นลำพู คิดว่าคนที่นี่โชคดีจังได้อยู่กับธรรมชาติที่สวยงามแบบนี้  ลมเย็นๆ พัดมาที่หน้า มีน้ำสาดกระเซ็นมาโดดหน้าบ้างประปราย และมีเข้าปากด้วย เค็มๆ เล็กน้อย  การมีบ้านอยู่ริมคลองแบบนี้ก็ดีนะ  เราเห็นผู้คนแถวนี้ใช้ชีวิตอย่างไม่ต้องเร่งรีบ  แต่ก็มีความสุขในแบบของตัวเอง     หลังจากดื่มด่ำกับธรรมชาติรอบๆ อัมพวา จนมีความคิดอยากจะมีสักหลังริมคลองก็คงดี 555 จะได้พายเรือมาดูหิ่งห้อยเองเลย  และแล้วเรือก็พาเราไปถึงวัดบางกุ้ง    วัดนี้มีความพิเศษคือ จะเป็นวัดที่โบสถ์ทั้งหลังถูกปกคลุมไปด้วยรากไม้ของต้นโพธิ์ขนาดใหญ่ พันล้อมรอบโบสถ์เก่าแก่นี้ไว้พอดี โดยข้างในจะมีหลวงพ่อดำประดิษฐานอยู่ขึ้นชื่อในเรื่องของความศักดิ์สิทธิ์  เป็นวัดเก่าแก่ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา หลังจากไหว้ท่านเพื่อเป็นสิริมงคลเสร็จเรียบร้อย เราก็นั่งเรือกลับกัน

วันนี้เราจองนัดดูหิ่งห้อยไว้ที่โฮมสเตย์  คนละ 60 บาท  แต่ตอนนี้ท้องก็เริ่มร้องแล้ว  อาหารที่พักเตรียมให้เป็นข้าวน้ำพริกปลาทูทอดพร้อมผักเคียง แต่ถ้าไม่อิ่ม ก็มีเมนูอื่นให้สั่งเพิ่มได้  เราสั่งใบชะครามชุบไข่มา  คล้ายๆ ชะอมนะ แต่รู้สึกว่ามันอร่อยกว่าชะอม  มันๆ ดี ตอนทำอาหารก็ง่ายเพราะมันไม่มีหนาม  เด็ดชุบไข่ ทอดให้เหลืองกรอบกินกับน้ำพริกกับผักเคียง อร่อยมากๆๆ ถือว่าพืชผักท้องถิ่นของที่นี่เลย ตอนเดินผ่านก็เห็นชาวบ้านที่นี่นิยมปลูกกัน   เอาไปทำอาหารกินได้สบายเลยใบชะคราม อีกอันหนึ่งที่เราสั่งไป คือยำใบชะครามกุ้งสดอร่อยจริงๆๆ แซ่บดีๆ

พอกินอาหารเย็นเสร็จแล้วก็ถึงไปดูหิ่งห้อยกันต่อ ตื่นเต้นมากๆ เป็นครั้งแรกที่จะได้เห็นหิ่งห้อยตัวเป็นๆๆ เรานั่งเรือไปเรื่อยๆ บรรยากาศลุ่มน้ำแม่กลองในตอนกลางคืนก็ดีไปอีกแบบ เรือแล่นไปท่ามกลางความมืดมิด ระหว่างทางเห็นวัด ต้นไม้บ้านเรือน ที่พัก รีสอร์ท  โฮมสเตย์ มากมายเรียงรายอยู่ริมน้ำ แล่นเรือไปสักพัก เค้าก็พาเราไปดูหิ่งห้อยกันต่อ บางต้นก็มีหิ่งห้อยส่องแสงระยิบระยับ เต็มต้น เหมือนกับต้นคริสมาสที่ประดับไปด้วยแสงไฟ  เป็นภาพที่สวยงามมากจริงๆ  แต่น่าเสียดายที่ไม่สามารถถ่ายภาพหิ่งห้อยได้เลย เพราะมึดมากจริงๆๆ ถ่ายไม่ติด จะถ่ายหิ่งห้อยแต่รูปที่ได้มาเหมือนเป็นภาพติดวิญญาณซะงั้น   ไม่เป็นไรเก็บภาพนั้นไว้ในความทรงจำก็พอ   คุณลุงพาเราไปดูหิ่งห้อยนานพอสักควร  แกเป็นคนท้องถิ่น รู้จักที่นี่ดี  60 บาทถือว่าไม่แพงเลย ในระหว่างที่ดูหิ่งห้อย ยังได้ความรู้จากคุณลุงด้วย  แกอธิบายได้ชัดเจนมากๆ เกี่ยวกับความเป็นมาของหิ่งห้อย รวมถึงสถานที่ ที่เราผ่านไป  นั่งไปก็เพลินดีนะ ลมเย็นๆ ก็พัดมาเรื่อยๆๆ เห็นดวงจันทร์ลอยอยู่บนฟ้าส่องแสงสะท้อนลงมาที่พื้นน้ำ มองไปที่ต้นลำพูก็เห็นแสงระยิบระยับจากหิ่งห้อยมองไปก็เหมือนดาวเหมือนกัน หลังจากเดินทางกลับจากดูหิ่งห้อย  ก็ถึงเวลานอนหลับพักผ่อนตามอัธยาศัย ใครนอนไม่หลับก็นับแกะเอานะคะ แต่เชื่อว่าถ้าหัวถึงหมือนต้องหลับแน่เพราะกิจกรรมวันนี้เต็มแน่นมาก

เข้าสู่วันที่ 2  กลิ่นอาหารหอมๆ ที่เจ้าของบ้านทำเตรียมให้แขกที่มาพักก็เตะเข้าที่ปลายจมูกของเรา  ทำให้เราต้องรีบลุกจากที่นอนอย่างไว   อาหารที่โฮมสเตย์บ้านรักอัมพวาจะเป็นแบบบุฟเฟ่ ทั้งของคาวและหวานถูกจัดตกแต่งอย่างสวยงาม  เริ่มที่อาหารคาวก่อนเป็นข้าวผัดน้ำพริกปลาทู ผัดไทย ไส้กรอก ไข่ดาว และมีข้าวต้มปลาทูให้คนละหนึ่งถ้วย  ปิดท้ายด้วยขนมไทย ผลไม้เพื่อล้างปาก มีเพลงสมัยคุณชรินทร์เปิดคลอๆไป ช่างเข้ากับรรยากาศจริงๆ   หลังจากนั้นเราก็เก็บกระเป๋ากลับกันคะ โดยรถสองแถวคันเดิมพาไปส่งที่แม่กลอง  แต่ก่อนกลับขอไปไหว้พระเพื่อเป็นสิริมงคลกันที่วัดหลวงพ่อบ้านแหลมกันก่อน  ทำบุญอิ่มอกอิ่มใจแล้วถึงเวลากลับบ้าน เดินไปขึ้นคิวรถตู้ที่เดิมกลับกรุงเทพฯ และแล้วก็ถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ

จบแล้วคะสำหรับทริปการเดินทางมาที่อัมพวาของเราในครั้งนี้  จ. สมุทรสงครามเป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่มาได้แบบไม่รู้สึกเบื่อจริงๆ นั่งรถออกมาจากกรุงเทพฯ เพียงไม่กี่ชั่วโมง ก็ทำให้เราได้สัมผัสวิถีชุมชนริมน้ำ นั่งลมเย็นๆแบบชิวๆ อาหารก็อร่อย มาพักโฮมสเตย์ได้พูดคุยกับชาวบ้านทำให้ได้เรียนรู้อะไรดีๆ กลับมามากมาย ได้รู้จักพืชผักที่ไม่เคยเห็น ได้มาชิมอาหารท้องถิ่นของเค้า ได้มาทำกิจกรรมดีๆ กับชาวบ้าน  ประเทศไทยเรายังมีอะไรดีๆ ให้เที่ยวให้เราได้ค้นหาอีกเยอะมาก ออกมาหาประสบการณ์ดีๆ กันนะคะ อัมพวาไม่จำเป็นต้องมาแค่วันหยุด วันธรรมดาก็มาเที่ยวได้อย่างสบายเลยคะ  มาเห็นอีกมุมหนึ่งในวันที่ไม่คึกคักอย่างที่เราคุ้นตา แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือความสงบและวิถีชีวิตที่เรียบง่ายแบบชุมชนริมคลอง เป็นมนต์เสน่ห์แห่งสายน้ำที่น่าหลงใหลจริงๆ ลองออกมาสัมผัสกันคะ