locallicious surin กินอยู่กับปาก อยากอยู่กับช้าง

ทริปนี้ จะพาผู้ร่วมทริปไปสัมผัสกับชีวิตคนถิ่นอย่างชาวกุย ( คนเลี้ยงช้าง ) กินอยู่กับช้าง พายคายัคริมแม่น้ำชี ดูพันธุ์ไม้แปลกตา และฝูงเหยี่ยวแดงที่หาไม่ได้ในปัจจุบัน ร่วม work shop ทำอาหารและชิมไปพร้อมๆกับชาวบ้าน โดยการนำวัตถุดิบของแต่ละท้องที่มาปรุงแต่ง รวมถึงตัวกาละแม ของฝากประจำจังหวัดสุรินทร์ ที่สำคัญคือได้เรียนรู้เกี่ยวกับพืชเศรษฐกิจประจำจังหวัด อย่างข้าวหอมมะลิ และทำกิจกรรมร่วมกับช้าง ที่หมู่บ้านช้างอีกด้วย

รายละเอียดทริป

สำหรับทริป LOCALLICIOUS SURIN จะเป็นอีกทริปหนึ่งที่จะเปิดโลกกว้างให้กับเพื่อนๆ ได้ไปเห็นมุมมองแปลกใหม่ของจังหวัดรอง อย่างหมู่บ้านช้างที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็อยู่ที่นี่ ซึ่งแต่ละสถานที่ที่ไปเราจะพาเพื่อนๆ ไปสัมผัสกับกลิ่นอายของชุมชนที่นั่นจริงๆ และจะเน้นไปถึงการหาวัตถุดิบพื้นบ้านของแต่ละสถานที่ มาปรุงแต่งให้เป็นอาหารที่ดูเรียบ... แต่ทรงคุณค่ารวมไปถึงการเรียนรู้เกี่ยวกับวัตถุดิบประจำจังหวัดอย่างข้าวหอมมะลิ ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจของจังหวัดสุรินทร์อีกด้วย มากไปกว่านั้นยังมีหลากหลายกิจกรรมระหว่างทริป ให้เพื่อนๆ ได้สนุกและร่วมสัมผัสกัน ไม่ว่าจะเป็น คายัคน้ำชี สปาปลา อาบน้ำช้าง ตักบาตรช้าง เป็นต้น

 

รายละเอียดทริป LOCCALICIOUS SURIN
ทริปนี้จะเป็นทริปเที่ยวเน้นกิน โดยสถานที่ที่เราจะพาเพื่อนๆ ท่องเที่ยวร่วมเดินทางไปพร้อมกันครั้งนี้คือ จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งจะมีกิจกรรมที่หลากหลายให้เพื่อนๆ ได้สัมผัสและร่วมลงมือทำไปพร้อมกับชุมชน โดยสถานที่และกิจกรรมต่างๆ มีดังต่อไปนี้
 

วนอุทยานเขาสวาย
จริงๆ แล้วที่นี่คนจังหวัดสุรินทร์ จะเรียกทับศัพท์ไปเลยว่าเขาสวายครับ เป็นจุดที่คิดว่าน่าจะสูงที่สุดในจังหวัดสุรินทร์แล้วนะ บนยอดเขามีพระพุทธสุรินทรมงคลตั้งอยู่งามสง่าสีขาวมองเห็นได้ชัดจากระยะไกล ซึ่งการที่จะขึ้นไปสักการะ ก็จะต้องขั้นบันไดไป 200 กว่าขั้น
ทั้งสองข้างทางขึ้นมีระฆังกว่า 500 ใบ แต่ละใบจะมีลวดลายสัญลักษณ์เฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษาทั้งสิ้น ณ จุดนี้เอง วนอุทยานเขาสวาย น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นทริปที่ดีที่สุด ภายในอุทยานมีสถานที่ต่างๆ มากมาย รวมถึงวัดพนมศิลาราม ให้ได้กราบไหว้เอาฤกษ์ชัยกันก่อนเริ่มทริปอีกด้ว
 

เกาเหลาวินสตาร์
เกาเหลาวินสตาร์นี้ถือว่าเป็นร้านเก่าแก่ของจังหวัดสุรินทร์เลยล่ะ เรียกได้ว่าใครที่ไปสุรินทร์แล้วไม่ได้ไปลิ้มลองความอร่อยของเกาเหลา ที่มีลูกรอกเป็นตัวเรียกแขกเมนูนี้ละก็ ถือว่าพลาดมากๆ ร้านจะเปิดช่วงเช้า และขายจนกว่าของจะหมด นอกจะเมนูเกาเหลาลูกรอกจะเป็นเมนูเด็ดแล้ว อาหารตามสั่งอื่นๆ ในร้าน ก็อร่อยไม่แพ้กัน เรียกได้ว่า จอดที่เดียวเก็บหมดแบบอิ่มหนำสำราญพร้อมผจญภัยเต็มวันกันเลยทีเดียว
 

แซตอม ออร์แกนิค ฟาร์ม
จากตัวเมืองมุ่งหน้าไปทางจอมพระ เพื่อไป “แซตอม ออร์แกนิคฟาร์ม “ ครับ

ปกติแต่เดิมชุมชนแห่งนี้มีอาชีพเกษตรกรรมที่อยู่บนพื้นฐานของการเกษตรอินทรีย์ จนมาระยะหนึ่งมีการนำปุ๋ยเคมี ยาฆ่าหญ้าและยาฆ่าแมลงมาใช้ ทำให้สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมรวมถึงตัวเกษตรกรเอง ทางฟาร์มฯ จึงได้ริเริ่มและรื้อฟื้นวิธีการผลิตแบบอินทรีย์ดั้งเดิมขึ้นมาอีกครั้งเมื่อปี
2557 นี้เอง จนปัจจุบันก็กลายเป็นแหล่งวิสาหกิจชุมชนของเกษตรกร และผู้ผลิตข้าวอินทรีย์ โดยเน้นไปที่ ข้าวพื้นบ้าน ข้าวเพื่อสุขภาพเป็นหลัก บรรยากาศตัวฟาร์มต้องบอกว่าต่างจังหวัดมากๆ คือไม่ใช่บ้านนอกนะ แต่แบบฟีลกู้ดสุดๆ เหมือนได้มาพักผ่อนบ้านญาติ

นอกจากมีสินค้าที่เป็นข้าวหอมมะลิต่างๆ ซึ่งต้องขอบอกว่า ข้าวหอมมะลิของ จังหวัดสุรินร์ ถือเป็นสินค้าชื่อดังมากๆ ทั้งไทยและเทศต่างให้ความสนใจและสั่งซื้อกันอย่างได้รับความนิยม ตอนนี้ทางฟาร์มก็กำลังจะพัฒนา rice wine เพื่อเสริมสร้างรายได้ให้กับชุมชนเพิ่มขึ้นอีกด้วย อยู่ในช่วงการพัฒนา คายัคน้ำชี

กิจกรรมนี้ต้องบอกว่าขนาดคนสุรินทร์เองยังไม่รู้เลยครับ ว่ามีกิจกรรมแบบนี้อยู่ที่นี่ การพายคายัคล่องไปตามน้ำชีเนี่ย ถือเป็นอีกกิจกรรมที่น่าสนใจมากๆ เพราะลำน้ำชีแห่งนี้ มีความสะอาดติด 1 ใน 3 ของน้ำที่บริสุทธิ์ที่สุดในประเทศเลย ผมจำไม่ได้แล้วว่าเค้าเรียกว่าอะไร แต่ที่เห็นในภาพมันขุ่นๆ อยู่ก็เป็นเพราะฤดูน้ำหลากครับ พี่สุเทนเล่าว่าลองมาหน้าหนาวสิ อื้อหือออออ สวยใสมองเห็นพื้นดินด้านล่างเลย

กิจกรรมนี้ก็จะมีการควบรวมของหลายๆ อย่างมารวมกันครับ ไม่ว่าจะเป็น สปาปลา ธรรมชาติ คือระหว่างที่เราพายคายัคไป จะมีอยู่จุดหนึ่งที่เป็นขอนไม้คั่นกลาง เราสามารถไปยืนบริเวณนั้นแล้วให้ปลาตอดแบบธรรมชาติได้ ซึ่งช่วงที่เราไปเป็นหน้าฝน น้ำเลยขึ้นสูงมาก แต่ก็ยังมีปลามาตอดเรานะ จั๊กจี้ปนเจ็บเบาๆ มีให้ความรู้เกี่ยวกับชุมชนเรือโบราณ ชมพันธุ์ไม้หายากแถบอีสานใต้ ชมกลุ่มเหยี่ยวแดง เป็นต้น
 

Work shop ทำอาหารจากวัตถุดิบท้องถิ่น
หลังจากพายคายัคเสร็จก็ขึ้นฝั่ง รอรถไปรับเพื่อทำ work shop อาหารพื้นเมืองครับ ต้องบอกว่า ถือเป็นโอกาสอันดี ที่เราจะได้มาเรียนรู้และใช้ชีวิตให้เป็นอย่างคนพื้นที่ ไหนๆ ก็เรียนรู้เกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ วิถีชีวิตความเป็นอยู่ สัมผัสธรรมชาติของสถานที่แห่งนี้แล้ว การที่ทำอาหารโดยใช้วัตถุดิบพื้นๆ ที่สามารถหาได้จากแหล่งทำกิน ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีไม่น้อย ตรงนี้เองถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่น่าสนใจ เพราะเราจะมีโอกาสได้พูดคุยกับชุมชน สอบถามข้อสงสัยแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน พร้อมกับการทำอาหารในแบบบ้านๆ แต่รสชาติไม่บ้านเลยทีเดียว ที่สำคัญ เรานี่แหละ ที่เป็นคนลงมือทำมันกับมือ จะทานได้ไม่ได้ ก็อยู่ที่เสน่ห์ปลายจวักของใครของมันตอนนี้นี่แหละ
 

การแสดงช้าง หมู่บ้านตากลาง จ.สุรินทร์
ต้องขออวดสรรพคุณความสามารถของช้างบ้านตัวเองเลยว่าเก่งมากๆ คือเค้าเก่งจริงๆ ทั้งช้างและคนเลี้ยงช้าง ไม่รู้ทำแบบนั้นได้ยังไง สอนช้างให้เต้น ให้วาดรูป ให้นวด ให้กอดคน ให้อุ้มคน ให้เตะบอล ให้จับโก โหหหหหห บ้าไปแล้ววว ช้าง นะไม่ใช่คน ซึ่งช้างแต่ละเชือกก็น่ารักมาก
ระยะเวลาการแสดงก็ราวๆ 30- 45 นาที มีสองรอบใหญ่ๆ ด้วยกัน คือช่วง 10.00 น. และช่วง 14:00 น. และยังมีโอกาสได้ไปเยี่ยมช้างคุณทองใบ ที่หลายคนอาจจะรู้จักแต่ไม่คุ้นชิน เป็นช้างที่อยู่ข้างขวดเบียร์ช้างที่เห็นกันทั่วบ้านทั่วเมืองนั่นเอง
 

กิจกรรมอาบน้ำช้างและตักบาตร
จะว่าไป หมู่บ้านใกล้เคียงแถวนั้นก็เลี้ยงช้างกันเกือบหมดนะ รวมไปถึงที่นี่ด้วย หมู่บ้านหนองบัว โฮมสเตย์ บุญเหลือ ที่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากหมู่บ้านตากลางแห่งนี้ เป็นที่พักไม่มีแอร์ แต่รับรองว่าตกดึกเมื่อไหร่ หนาวแน่ ซึ่งการมาพักที่นี่ก็มีกิจกรรมหลักๆ ที่เพื่อนๆ จะต้องชอบแน่นอน นั่นก็คือขี่ช้างจากหมู่บ้าน ไปอาบน้ำที่แม่น้ำหลังหมู่บ้านนั่นเอง เป็นกิจกรรมที่ผมชอบที่สุดในทริปนี้แล้วล่ะ แต่ค่าใช้จ่ายตรงนี้ จะต้องบวกเพิ่มจากราคาทริป สามารถนั่งได้ 2 คนต่อเชือก พี่ๆ เค้าก็จะพาเราขี่ช้างแล้วเดินไปตามหมู่บ้านจนไปถึงแม่น้ำหลังหมู่บ้าน เราก็จัดการล้างช้าง อาบน้ำให้ช้าง แล้วประเด็นคือ ไม่ใช่คนที่สนุก ช้างก็สนุก ช้างดันชอบเล่นน้ำ ถือว่าเป็นอะไรที่ได้ความสุขร่วมกัน ตอนเช้าทางโฮมสเตย์จะจัดช้างหลังบ้านมาร่วมตักบาตรกับเรา

ตื่นเช้ามาแบบอากาศดีๆ ทำบุญ กับน้องช้าง เป็นอะไรที่ฟินสุดๆ ไปเลย ช้างก็ไม่ใช่ช้างที่ไหน ช้างหลังบ้านพักเรานี่แหละ สามารถไปเล่นกับมันได้ แต่ต้องมีควาญช้างดูแลนะครับ เพราะหากมันไม่คุ้นชิน อาจทำให้เกิดอันตรายกับเราได้ และอีกหนึ่งเสน่ห์ของที่นี่คือ ส่วนใหญ่คนที่นี่จะมีอาชีพเกษตรกรและหาสัตว์น้ำสัตว์ตามท้องนาทานกันเป็นปกติอยู่แล้ว วันไหนหาได้เยอะ เค้าก็จะมาเดินขายตามบ้านอย่างกระชอนคั่วของเราในทริปนี้
 

หมู่บ้านทอผ้าไหม บ้านท่าสว่าง
ผ้าไหมที่มาจากหมู่บ้านท่าสว่างจังหวัดของเราเป็นผ้าไหมที่แพงและดีที่สุดในประเทศ หมู่บ้านกลุ่มทอผ้ายกทองท่าสว่างเป็นหมู่บ้านอาคารเรือนไทยหลายหลังมีส่วนอาคารพิพิธภัณฑ์ของสะสมของท่านอาจารย์วีรธรรม ตระกูลเงินไทย //คนที่เป็นแกนนำกลุ่มผ้าทอจันทร์โสมา จุดเด่นของผ้าไหมที่นี่คือการนำใยไหมเส้นเล็กละเอียด (ไหมน้อย) มาย้อมสีธรรมชาติ ด้วยเทคนิคโบราณผสานกับการออกแบบลวดลายที่วิจิตรเหมือนในอดีต ไม่ว่าจะเป็นลายเทพพนม ลายหิ่งห้อยชมสวน ลายก้านขดเต้นรำ ลายครุฑยุดนาค และอื่นๆ อีกมากมายมาผสานกับลายผ้าพื้นเมืองสุรินทร์ การทอผ้าไหมยกทองแต่ละผืนนั้น ต้องใช้ตะกอในการทอถึง 1,416 ตะกอ และใช้คนทอในครั้งเดียวกันถึง 4 คน อีกทั้งยังทอได้เพียงวันละ 4-5 เซนติเมตรเท่านั้น
 

ก๋วยจั๊บอุบลหน้าวัดหนองบัว
เป็นอีกหนึ่งร้านห้ามพลาดสำหรับจังหวัดสุรินทร์ไปแล้ว อาจจะไม่ใช่ร้านเก่าแก่แต่เป็นร้านที่เก๋าโต้งเรียกแขกพอสมควร เพราะรสชาติและวัตถุดิบที่ดีงามของทางร้าน ได้แซงคู่แข่งในจังหวัดไปเสียหมด เรียกได้ว่า หากไปสุรินทร์ แล้วไม่ได้ลองก๋วยจั๊บร้านนี้ ถือว่าพลาด
 

ปราสาทศรีขรภูมิ
ปราสาทศีขรภูมิแห่งนี้เป็นปราสาทที่สวยที่สุดในจังหวัดสุรินทร์โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพและพระธิดาทั้ง 3 (มี หม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิศกุล เป็นต้น) ได้เดินทางมาเยือน และได้ถูกรวมเข้ากันกับอุทยานประวัติศาสตร์กลุ่มปราสาทตาเมือนและปราสาทศีขรภูมิ เรียกได้ว่าโตมายี่สิบกว่าปีก็พึ่งได้มาเหยียบจริงๆ ครั้งนี้แหละครับ สวยไม่แพ้ที่ใดเลย ถือเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ดีต่อใจสำหรับผมมากๆ ไม่คิดว่าไม่ใกล้ไม่ไกลจากตัวเมือง จะมีปราสาทที่ยังสมบูรณ์ที่พร้อมด้วยบรรยากาศเขียวขจีแบบนี้อยู่ซาบซึ้งจริงๆ
 

กาละแมสดศรีขรภูมิ
คือต้องบอกเลยว่า หนึ่งในของฝากยอดฮิตของจังหวัดสุรินทร์ที่ห้ามลืมซื้อไปฝากเพื่อนคือ “กาละแม” จะว่าก็ว่าเถอะ ขนาดคนสุรินทร์เองยังซื้อมากินกันเล่นเลย ด้วยความที่มีรสชาติดั้งเดิมสุดๆ บวกกับความเหนียวหนึบ หวานมันกลมกล่อม จึงทำให้กาละแมสดศรีขรภูมิดังกระช่อนไปทุกอำเภอและจังหวัดใกล้เคียง โดยทริปนี้ก็ไม่พลาดกิจกรรม workshop กับทางร้าน ได้เรียนรู้วิธีการทำ ส่วนผสมการกวน รวมถึงการห่อด้วยมือของตัวเอง เรียกได้ว่าสนุกและอิ่มมากๆ ห่อไปกินไป พิมพ์ไปน้ำหลายไหล สมเด็จพระเทพฯ ทรงโปรดกาละแมเจ้านี้มากๆ และยังทรงสอนวิธีการกินกาละแมให้ perfect คือต้องดมใบตองก่อนแล้วค่อยเอาเข้าปาก เอาล่ะ ทำไมถึงต้องดมใบตองก่อน ก็เพราะว่าเจ้านี้ เค้าใช้เตารีดถ่านหินสมัยก่อน มารีดใบตองให้แห้งทีละแผ่นๆ เลยจ้า จึงทำให้กาละแมที่หอมหวานอยู่แล้วยิ่งหอมหวลเข้าไปอีก โอ้วแม่เจ้า สามถุงร้อย สามถุงร้อยยย!!!